วัฒนธรรมชาวยิว

สัญญาณเตือน “ภาวะหมดไฟ” และวิธีป้องกัน สู่ความสำเร็จ

นายธนากรณ์ วงศ์สว่าง พนักงานบริษัทด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งวัย 32 ปี ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกแบบกะทันหัน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สร้างความตกใจให้กับเพื่อนร่วมงานและผู้บริหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าเขามีผลงานโดดเด่นและเป็นที่คาดหวังขององค์กร นายธนากรณ์ให้เหตุผลเพียงสั้น ๆ ว่า “ต้องการพักผ่อน” แต่จากข้อมูลที่ได้จากเพื่อนร่วมงานสนิท ทราบว่าช่วงหลังเขาดูอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ และบ่นถึงความรู้สึกท้อแท้ในการทำงานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเข้าข่ายอาการของ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” อย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวของนายธนากรณ์ แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาร่วมที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ เมื่อพนักงานคนสำคัญตัดสินใจโบกมือลาด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน เพียงเพราะแบกรับความกดดันและความคาดหวังที่มากเกินไป การทำงานล่วงเวลาติดต่อกันหลายเดือน การต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง และการประชุมที่กินเวลานานจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ล้วนเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้คนเก่ง ๆ หลายคนต้องยอมแพ้และเดินออกไปจากสมรภูมิการทำงานนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายธนากรณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ชี้ให้เห็นว่าคนไทยเผชิญกับปัญหาภาวะหมดไฟในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือผู้ที่อยู่ในสายงานที่มีการแข่งขันสูง แรงกดดันเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร และอาจนำไปสู่การสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพในระยะยาว

ประเด็นสำคัญที่ต้องขบคิดต่อคือ องค์กรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร? การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-Life Balance) รวมถึงการส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาส “ลาพักร้อน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การหยุดงานแต่ยังคงต้องคอยตอบอีเมลหรือแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการป้องกันปัญหานี้ นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้พนักงานได้พูดคุยปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิตกับผู้เชี่ยวชาญ และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เอื้อต่อการทำงานที่มีคุณภาพ มากกว่าที่จะเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว ก็นับเป็นแนวทางที่ไม่อาจมองข้ามได้

สังคมและองค์กรกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องตระหนักถึงความสำคัญของ “สุขภาพจิต” ในที่ทำงานมากขึ้น การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟ อาจไม่ใช่แค่การสูญเสียพนักงานหนึ่งคน แต่เป็นการสูญเสียศักยภาพและอนาคตขององค์กรโดยรวม สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายธนากรณ์ จึงเป็นเหมือนระฆังเตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจ “ภาวะหมดไฟ” อย่างจริงจัง ก่อนที่มันจะกลืนกินพลังและแรงขับเคลื่อนไปมากกว่านี้อนาคตของการทำงานอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงความสามารถในการรักษา “พลังใจ” ในการทำงานต่างหาก

อนาคตของการทำงานอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงความสามารถในการรักษา “พลังใจ” ในการทำงานต่างหาก เพื่อให้เส้นทางสู่ความสำเร็จยังคงอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน และนี่คือความท้าทายที่องค์กรยุคใหม่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป